การขอปล่อยตัวชั่วคราว หรือการขอประกันตัวในคดีอาญา

          การขอปล่อยตัวชั่วคราวหรือที่ชาวบ้านมักจะเรียกกันว่า

"การขอประกันตัว"

เป็นเรื่องของบุคคลคนหนึ่งหรืออาจจะหลายคนก็ได้ ถูกกล่าวหาว่าได้ความผิดอาญาอย่างใดอย่างหนึ่งขึ้นมา และบุคคลที่ถูกกล่าวหานั้นก็ได้ถูกเจ้าหน้าที่ของรัฐ เช่น ตำรวจ อัยการ หรือศาล ควบคุมตัวเอาไว้ แต่ว่าผู้ต้องหาไม่ต้องการถูกเจ้าหน้าที่ควบคุมตัว จึงยื่นขอให้เจ้าหน้าที่ของรัฐนั้น ปล่อยตัวผู้ถูกกล่าวหาออกมาจากการถูกควบคุมนั้น

          นับตังแต่ถูกควบคุมตัว บุคคลผู้ถูกกล่าวหาว่าได้ทำความผิด สามารถขอประกันตัวต่อผู้เกี่ยวข้องได้เสมอ การขอประกันตัวก็เพียงแต่ดูว่า เรื่องในคดีของบุคคลนั้นอยู่ในความรับผิดชอบของใครฝ่ายไหน เมื่อทราบก็ให้ยื่นเรื่องขอประกันตัวกับเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบในส่วนนั้นในส่วนนั้น ซึ่งตามปกติกระบวนการชองการดำเนินคดีอาญานั้น จะมีเจ้าหน้าที่หรือหน่วยงานเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยกันสามฝ่าย คือ 1.ตำรวจ 2.อัยการ และ 3.ศาล โดยแต่ละฝ่ายรับผิดชอบในส่วนคดีต่างกันดังนี้

          1. เจ้าหน้าที่ตำรวจ เป็นฝ่ายต้นเรื่องที่มีหน้าที่รับเรื่อง รวบรวมพยานหลักฐาน จับกุมผู้ต้องหา เพื่อส่งต่อไปยังอัยการ หากเรื่องอยู่ในขั้นตอนความรับผิดชอบของเจ้าหน้าที่ตำรวจ บุคคลที่ถูกควบคุมตัวก็สามารถที่จะทำเรื่องขอประกันตัวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจได้
          หากกรณีเป็นเรื่องที่อยู่ในความรับผิดชอบของเจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่ แต่ว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำตัวผู้ถูกควบคุมไปผัดฟ้องฝากขังต่อศาล กรณีนี้การขอประกันตัวจะต้องไปยื่นร้องขอประกันตัวที่ศาล
          กรณีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำการรวบรวมพยานหลักฐานเสร็จแล้ว เจ้าหน้าที่ตำรวจก็จะต้องนำส่งพยานหลักฐานต่างๆ ให้กับพนักงานอัยการพร้อมกับตัวผู้ต้องหา และเมื่อมีการส่งตัวให้กับพนักงานอัยการแล้ว สัญญาประกันตัวที่ไว้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ถือเป็นอันสิ้นสุดลงไปด้วย 

          2. พนักงานอัยการ เป็นฝ่ายที่สองที่รับเรื่องต่อมาจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ มีหน้าที่ในการตรวจสอบพยานหลักฐานในคดีที่ถูกส่งมาจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ จากนั้นหากพนักงานอัยการเห็นว่ามีพยานหลักฐานเพียงพอที่เชื่อได้ว่าผู้ต้องหาได้ทำความผิด ก็จะทำการฟ้องผู้ต้องหาเป็นจำเลยต่อศาลต่อไป ซึ่งในขั้นตอนนี้ผู้ต้องหาก็สามารถทำเรื่องขอประกันตัวต่อพนักงานอัยการอีกครั้ง

          3. ศาล มีหน้าที่ตรวจสอบพยานหลักฐานและตัดสินความผิด ตามพยานหลักฐานต่างๆที่มี โดยนับตั้งแต่พนักงานอัยการได้นำตัวผู้ต้องหามาที่ศาล เพื่อฟ้องต่อศาลแล้ว ผู้ต้องหาก็จะกลายเป็นจำเลย และสัญญาประกันตัวที่ได้ทำไว้ในชั้นของพนักงานอัยการก็จะสิ้นสุดตามลงไปด้วย ดังนั้นตัวผู้ต้องหาที่ ปัจจุบันได้กลายมาเป็นจำเลย ก็จะต้องทำเรื่องขอประกันต่อศาลอีกครั้งหนึ่ง

          ในชั้นศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกา กรณีที่ศาลชั้นต้นได้ตัดสินให้จำเลยแพ้คดี ทำให้ตัวจำเลยถูกขังหรือคุกจำคุก หากจำเลยไม่พอใจต่อคำตัดสินและต้องการจะต่อสู้คดีต่อ จำเลยจะขอประกันตัวต่อศาลต่อไปได้ โดยการยื่นขอประกันตัวก่อนที่จะยื่นอุทธรณ์หรือยื่นฎีกา หรือจะพร้อมกัน หรืออาจจะภายหลังที่ได้มีการยื่นอุทธรณ์หรือฎีกาก็ได้เช่นกัน  ทั้งนี้ การประกันตัวในศาลชั้นใดก็จะมีผลใช้ได้เฉพาะชั้นศาลนั้นเท่านั้น เมื่อมีการอุทธรณ์หรือฎีกาซึ่งถือว่าเป็นการเปลี่ยนชั้นศาล ตัวจำเลยก็จะต้องยื่นประกันตัวใหม่  


          คนที่มีสิทธิขอยื่นประกันตัว อันดับแรกเลยก็คือตัวผู้ต้องหาหรือตัวจำเลยเอง ส่วนลำดับที่สองก็จะเป็นผู้ที่มีประโยชน์เกี่ยวข้องกับตัวผู้ต้องหาหรือตัวเอง เช่น พ่อ, แม่, สามี, ภริยา, ลูก, ญาติพี่น้อง, ผู้บังคับบัญชา, นายจ้าง, หรือบุคคลที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดเสมือนเป็นญาติพี่น้องกัน เป็นต้น


         

เอกสารหลักฐานที่ต้องใช้ประกอบในการยื่นขอประกันตัวมีดังต่อไปนี้


            1. บัตรประจำตัวประชาชน หรือบัตรประจำตัวเจ้าหน้าที่ของรัฐ (หากเป็นข้าราชการ)
            2. ทะเบียนบ้าน
            3. หากผู้ขอประกันตัวมีคู่สมรสตามกฎหมายอยู่ จะต้องเตรียมเอกสารเพิ่มเติมดังนี้คือ
                 - หนังสือให้ความยินยอมในการขอประกันตัวของคู่สมรส
                 - ใบทะเบียนสมรส หรือใบสำคัญการสมรส
                 - บัตรประจำตัวประชาชน หรือบัตรประจำตัวเจ้าหน้าที่ของรัฐ (หากเป็นข้าราชการ)
                 - ใบทะเบียนบ้าน

         

หลักทรัพย์หรือหลักประกันที่สามารถนำมาใช้ประกันตัวผู้ต้องหาหรือจำเลย


                 - เงินสด
                 - โฉนดที่ดิน, หนังสือรับรองการทำประโยชน์ หรือ น.ส. 3
                 - พันธบัตรรัฐบาล, สลากออมสิน, บัตรหรือสลากออมทรัพย์ทวีสินของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร, ตั๋วแลกเงินที่ธนาคารรับรอง, ตั๋วสัญญาใช้เงินที่ธนาคารเป็นผู้ออก, แคชเชียร์เช็คหรือเช็คที่ธนาคารรับรองแล้ว
                 - สมุดเงินฝากประจำ หรือใบรับฝากเงินประจำของธนาคาร
                 - หนังสือค้ำประกัน หรือหนังสือรับรองของธนาคาร
                 - หนังสือรับรองของบริษัทประกันภัย (กรมธรรม์อิสรภาพ)
                 - ใช้บุคคลเป็นหลักประกันโดยแสดงหลักทรัพย์
                 - ใช้ตำแหน่งข้าราชการ, พนักงานรัฐวิสาหกิจ, ข้าราชการการเมือง, ทนายความเป็นหลักประกัน เฉพาะตนเองหรือญาติใกล้ชิด ในวงเงินไม่เกิน 10 เท่าของอัตราเงินเดือน หรือรายได้เฉลี่ยต่อเดือน

         

หลักเกณฑ์

ของศาลที่จะนำมาพิจารณาคำขอให้ประกันตัวตามคำร้องที่ยื่นเข้ามานั้น ศาลมีหลักเกณฑ์พิจารณาโดยอาศัยเงื่อนไขดังต่อไปนี้คือ
          1. ความหนักเบาของข้อหาความผิดว่าเป็นข้อหาอะไร
          2. พยานหลักฐานที่มีมากน้อยเพียงใด
          3. พฤติการณ์ต่างๆ ในคดีเป็นอย่างไร เช่นเป็นคดีเล็กน้อย หรือคดีอุฉกรรจ์
          4. ความน่าเชื่อถือของผู้ขอประกันมีหรือไม่ และของหลักประกันที่นำมาวางไว้ต่อศาล
          5. พฤติการณ์ของผู้ต้องหาหรือจำเลย หากปล่อยไปแล้วน่าจะหลบหนีหรือไม่
          6. จะมีอันตรายหรือความเสียหายจากการที่ปล่อยผู้ต้องหาหรือจำเลยออกไปหรือไม่ หรือผู้ต้องหาหรือจำเลยจะไปทำลายหลักฐานหรือไม่
          7. พนักงานสอบสวน, พนักงานอัยการ, ตัวโจทก์ หรือผู้เสียหายแล้วแต่กรณี ได้ทำการคัดค้านหรือไม่

กลับหน้าแรก
กลับหน้าหลักบทความ