ความสัมพันธ์ระหว่างสามีภริยา

          ตามคติประเพณีของคนไทยเรา เมื่อมีการแต่งงาน คนเฒ่าคนแก่ที่เราเคารพนับถือมักจะเข้ามาบอกเข้ามาสั่งสอนคู่บ่าวสาวว่า เมื่อชายหญิงได้แต่งงานเป็นผัวเมียกันแล้ว ทั้งสองก็ต้องมาอยู่ด้วยกันเพื่อสร้างครอบครัวเพื่อสร้างลูกสร้างหลาน และเมื่อคนทั้งสองได้แต่งงานกันแล้วก็ถือว่าเป็นคนๆเดียวกัน มีอะไรก็ต้องช่วยเหลือพึ่งพาอาศัยกัน นี่เป็นคำสอนที่คนเฒ่าคนแก่มักจะบอกคู่บ่าวสาวที่เพิ่งได้แต่งงานกัน เหล่านี้เป็นเรื่องของการถ่ายทอดเพื่อบอกกล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างผัวเมียที่จะมีต่อกันในระหว่างอยู่ด้วยกัน ว่าแต่ละฝ่ายมีหน้าที่หรือจะต้องทำอะไรบ้าง และนี้ก็คือความสัมพันธ์ระหว่างผัวเมียในทางสังคมที่ได้บอกกล่าวผ่านประเพณีต่อๆกันมา ทีนี้เมื่อเรามามองถึงความสัมพันธ์ระหว่างสามีภริยาในทางกฎหมายแล้ว ก็มีรายละเอียดในเรื่องนี้ไว้ด้วยเช่นกัน ซึ่งจะมีอะไรบ้าง เรามาดูกันครับ

          เมื่อเป็นสามีภริยากันตามกฎหมายแล้ว ความสัมพันธ์ระหว่างสามีภริยาที่แต่ละฝ่ายจะต้องมีก็คือ
          ผู้ที่เป็นสามีภริยากันจะต้องมาอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยา และต้องช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูซึ่งกันและกัน ตามความสามารถและฐานะของแต่ละคนด้วย

          การอยู่ด้วยกันฉันสามีภริยานี้ก็คือ การอยู่บ้านเดียวกัน ใช้ชีวิตในแบบของครอบครัว มีการร่วมประเวณีกันตามปกติทั่วไปต้องมีการช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูซึ่งกันและกัน อย่างที่ได้บอกไว้ก่อนหน้าแล้วว่า เมื่อเป็นสามีภริยากันแล้ว ก็เหมือนคนๆเดียวกัน ดังนั้นเมื่อเกิดมีปัญหาอะไรขึ้นมา คนเป็นสามีภริยาก็จะต้องช่วยเหลือกันภายภายในครอบครัว เช่น การทำงานบ้าน การดูแลรักษาบ้านเรือน การเลี้ยงดูลูก หรือช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูกันยามที่อีกฝ่ายลำบากและจำเป็น ไม่ว่าจะเป็นการช่วยเหลือในเรื่องของเงินทอง เรื่องข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ ที่จำเป็น เป็นต้น

          การที่คนสองคนได้มาเจอกันแล้วได้แต่งงานมาอยู่ด้วยกัน ก็นับว่าเป็นเรื่องที่ยากแล้ว แต่เมื่อมาอยู่ด้วยกันแล้ว ทำอย่างไรถึงจะไม่ให้เกิดมีปัญหานี่สิ มันกลับเป็นเรื่องที่ยากยิ่งกว่า ดังนั้นปัญหาเรื่องของครอบครัวจึงเป็นเรื่องปกติที่มักจะเกิดขึ้นกับคู่สมรสโดยส่วนมาก อยู่ที่ว่าเมื่อเกิดปัญหาขึ้นมาแล้วแต่ละคนจะแก้ปัญหานั้นได้อย่างไร

          แต่ถ้าหากมีปัญหาขึ้นมาแล้ว ไม่สามารถที่จะร่วมกันแก้ปัญหาได้ หรือเลยเถิดจนถึงขนาดที่ว่า ไม่สามารถที่จะอยู่ด้วยกันตามปกติได้แล้ว และหากฝืนทนอยู่ด้วยกันต่อไปอีก คู่สมรสอีกฝ่ายก็อาจจะเป็นอันตรายต่อร่างกายหรือว่าต่อจิตใจได้ ตัวอย่างเช่น สามีมีนิสัยเกเรชอบทำร้ายทุบตีภริยาเป็นประจำ, ภริยาชอบด่าทอหมิ่นประมาทสามี หรือสามีเป็นเกย์ชอบไม้ป่าเดียวกัน ซ้ำยังพาชายคู่ขาเข้ามาอาศัยอยู่ในบ้านด้วย หรือกรณีคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งเป็นโรคติดต่อร้ายแรงเป็นต้น เมื่อเกิดเหตุการณ์กรณีเหล่านี้ขึ้น ก็เชื่อว่าใครๆ ก็ไม่สามารถที่จะทนอยู่ด้วยกันได้

          เมื่อมีเหตุที่ไม่สามารถอยู่ด้วยกันได้ สามีหรือภริยาฝ่ายที่ไม่สามารถจะทนอยู่ด้วยได้นั้น อาจจะใช้สิทธิไปร้องขอต่อศาล เพื่อให้ศาลสั่งให้คู่สมรสดังกล่าวแยกกันอยู่ชั่วคราวก่อนก็ได้ และด้วยเหตุที่ต้องแยกกันอยู่นี้ ศาลอาจจะกำหนดให้คู่สมรสอีกฝ่ายที่เป็นตัวต้นเหตุ จ่ายค่าเลี้ยงดูให้กับคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งได้ตามที่เห็นว่าสมควร

          หรือกรณีระหว่างที่อยู่ด้วยกันนั้น หากคู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้เกิดบ้าหรือกลายเป็นคนวิกลจริตไป จนถึงขนาดที่ว่าศาลต้องสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถแล้ว ก็จำเป็นที่จะต้องมีคนเข้ามาดูแลรักษา ซึ่งคนที่จะมาดูแลก็ไม่ใช่ใครอื่น ก็ต้องเป็นคู่สมรสของคนที่วิกลจริตไปนั่นเองเป็นคนแรกที่จะต้องเข้ามาดูแล ตรงนี้ศาลก็จะเป็นคนกำหนดให้สามีหรือภริยาของฝ่ายนั้นเป็นผู้อนุบาลหรือผู้พิทักษ์คู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งต่อไป 

          และในกรณีที่คู่สมรสอีกฝ่ายได้กลายไปเป็นคนบ้าหรือวิกลจริตไปไม่ว่าจะเป็นเพราะว่าเหตุอะไร หากคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งไม่ได้บ้าไปด้วย ก็จะต้องเข้าไปช่วยเหลือ ดูแล หรือเข้าไปอุปการะเลี้ยงดูคู่สมรสอีกฝ่ายตามกำลังความสามารถและตามหน้าที่ของตัวเองที่มีด้วย หากคู่สมรสอีกฝ่ายอิดออดไม่ยอมเข้าไปดูแลหรือเข้ามาอุปการะเลี้ยงดู พ่อ, แม่, ปู่ย่า, ลูก, หลานหรือผู้อนุบาลของคู่สมรสฝ่ายที่วิกลจริตไปนั้นคนใดคนหนึ่ง อาจใช้สิทธิฟ้องคู่สมรสอีกฝ่าย เพื่อเรียกร้องเอาค่าเลี้ยงดูให้กับคู่สมรสที่กลายเป็นคนบ้าหรือคนวิกลจริตไปแล้วก็ได้