การร้องขอเป็นผู้จัดการมรดก

          การร้องเป็นผู้จัดการมรดกนั้น สามารถทำได้หลายช่องทางด้วยกัน เช่น การไปยื่นคำร้องด้วยตัวเอง หรือหากไม่สะดวก ก็สามารถว่าจ้างให้ทนายความให้มาช่วยดำเนินการแทนได้ หรืออาจจะไปร้องขอให้อัยการประจำเขตศาลนั้น เป็นผู้ดำเนินการให้ก็ได้ และในบางกรณี ศาลก็ได้ช่วยเหลือโดยการให้นิติกรประจำศาลช่วยดำเนินการเขียนคำร้อง พร้อมทั้งแนะนำวิธีการดำเนินการต่างๆให้ด้วยนะครับ ผู้ร้องเพียงแต่นำพยานหลักฐานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องมาด้วยเท่านั้น

          การร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกนั้น สามารถไปยื่นคำร้องต่อศาลจังหวัดในเขตท้องที่ที่ผู้ตายมีภูมิลำเนาอยู่ในขณะที่เสียชีวิต ซึ่งอาจจะเป็นภูมิลำเนาตามทะเบียนบ้าน หรือจะเป็นภูมิลำเนาอันเป็นที่อยู่อาศัยจริงๆ เลยก็ได้ แต่หากกรณีที่ผู้ตายไม่ได้มีภูมิลำเนาอยู่ในประเทศไทย อย่างนี้ผู้ร้องก็สามารถไปยื่นคำร้องต่อศาลที่ทรัพย์สินมรดกของผู้ตายตั้งอยู่ก็ได้

          ผู้ที่สามารถไปยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกได้นั้น จะต้องเกี่ยวข้องกับผู้ตายโดยการเป็นทายาทของเจ้ามรดกเอง หรือเป็นผู้มีส่วนได้เสียอยู่กับกองมรดกนั้น ก็อย่างเช่น เป็นเจ้าหนี้ของผู้ตาย หรืออาจเป็นพนักงานอัยการ ในกรณีที่มีเหตุตามกฎหมายที่ทำให้ทายาท หรือผู้มีส่วนได้เสียไม่สามารถมาร้องขอได้ เช่น ตัวทายาทหาบสาบสูญไป หรือออกไปอยู่ต่างประเทศ เป็นต้น และสุดท้ายก็คือ บุคคลที่ถูกตั้งเป็นผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรม ที่ผู้ตายได้ทำไว้

          ผู้ที่จะมาเป็นผู้จัดการมรดกได้นั้น จะต้องมีส่วนเกี่ยวข้องในฐานะตัวทายาท หรือผู้มีส่วนได้เสียอย่างอื่น ผู้ร้องขอยังต้องมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้ด้วย คือ
          1. มีอายุครบ 20 ปี บริบูรณ์ หรือได้บรรลุนิติภาวะตามกฎหมายแล้ว
          2. ไม่ได้เป็นบุคคลวิกลจริตหรือคนบ้า ไม่ได้เป็นบุคคลซึ่งศาลได้สั่งให้เป็นผู้เสมือนไร้ความสามารถ และ
          3. ต้องไม่เป็นบุคคลที่ศาลได้สั่งเป็นคนล้มละลาย

          การยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดก จะทำโดยการยื่นคำร้องเป็นหนังสือต่อศาล ในขณะที่ยื่น ผู้ร้องจะต้องเสียค่าธรรมเนียมศาล เป็นเงินจำนวน 200 บาท  และในการยื่นคำร้องดังกล่าว ศาลก็ได้กำหนดหลักเกณฑ์โดยการเปิดโอกาสให้บุคคลต่างๆ สามารถใช้สิทธิตามกฎหมาย ในการเข้ามาคัดค้านการขอเป็นผู้จัดการมรดกในครั้งนี้ได้ ทั้งนี้ศาลจะทำการปิดประกาศแจ้งเป็นหนังสือติดไว้บริเวณศาล และประกาศแจ้งในหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นอีกเป็นเวลา 30 วัน ซึ่งในส่วนการประกาศนี้ มีค่าธรรมเนียมที่ผู้ร้องจะต้องเสียเพิ่มอีก เป็นเงินจำนวน 500 บาท รวมเป็นเงินที่ผู้ร้องจะต้องเสีย 700 บาท

          เมื่อยื่นคำร้องไว้ต่อศาลแล้ว เจ้าหน้าที่ จะกำหนดวันนัดไต่สวนคำร้องที่ยื่นไป โดยใช้เวลานับแต่วันยื่นคำร้องไปถึงวันนัดไต่สวนคำร้องอีกประมาณ 45 วัน หรือกว่านั้นแล้วแต่วันว่างของศาล

          ในวันไต่สวนคำร้อง ตัวผู้ร้องจะต้องนำพยานหลักฐานต่างๆ มาศาล โดยแบ่งเป็นพยานบุคคล ซึ่งก็คือตัวผู้ร้องเอง โดยผู้ร้องจะต้องเบิกความเล่ารายละเอียดให้ศาลทราบ พร้อมทั้งยื่นพยานเอกสารต่างๆ ที่เกี่ยวข้องให้ศาลพิจารณา พยานเอกสารที่ว่า  อาธิเช่น ทะเบียนบ้าน ใบมรณบัตรของผู้ตาย หรือของทายาท โฉนดที่ดิน หนังสือ น.ส.3 ใบสุติบัตรของผู้ร้อง เป็นต้น

          ในวันนัดไต่สวน หากไมมีใครร้องคัดค้านเข้ามาในคำร้อง ศาลก็จะทำการไต่สวนพยานและหลักฐานต่างๆ ของผู้ร้อง เมื่อเสร็จสิ้นแล้ว ศาลก็จะมีคำสั่งแต่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกในวันนั้นเอง ส่วนหนังสือคำสั่งของศาลที่จะใช้เป็นหลักฐานในการเป็นผู้จัดการมรดกนั้น บางศาลเจ้าหน้าที่ก็จะรีบจัดทำให้กับผู้ร้องในวันนั้นเลย แต่บางที่ก็อาจจะต้องรอไว้จนกว่าเจ้าหน้าที่จะจัดทำเสร็จซึ่งอาจใช้เวลา ซึ่งผู้ร้องก็ต้องกลับไปเอาในภายหลังครับ

          เมื่อได้เป็นผู้จัดการมรดกแล้ว หน้าที่แรกของผู้จัดการมรดก ก็คือ การจัดทำบัญชีทรัพย์มรดกของผู้ตาย โดยผู้จัดการมรดกจะต้องดำเนินการจัดทำ ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รัยการแต่งตั้งจากศาล จากนั้นผู้จัดการมรดกก็จะสามารถจัดการเกี่ยวกับทรัพย์มรดกต่อไปได้ครับ