เมื่อนายจ้างได้รับหนังสือแจ้งจากเจ้าพนักงานบังคับคดี
ให้อายัดเงินเดือนของลูกจ้าง  นายจ้างควรทำอย่างไร

           การเป็นลูกจ้างกับนายจ้างนั้น ไม่ใช่ว่าจะเกี่ยวกันเฉพาะในเรื่องของการทำงานเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ในบางเรื่องถึงแม้เป็นเรื่องส่วนตัวของลูกจ้างเอง อย่างเช่น ลูกจ้างถูกฟ้องต่อศาลเพราะไปกู้เงินคนอื่นแล้วไม่ยอมใช้ อย่างนี้ก็เห็นได้ชัดเจนว่าไม่เกี่ยวกับนายจ้างเลย แต่การเป็นนายจ้างก็ควรดูแลและใส่ใจลูกจ้างบ้าง ไม่ใช่จะพูดแต่เพียงว่า “อั๊วไม่เกี่ยว เรื่องของลื้อ ไปเคลียร์กันเอง”

          เมื่อนายจ้างไม่สนใจ วันดีคืนร้ายนายจ้างก็อาจจะได้รับหนังสือจากสำนักงานบังคับดี มีข้อความสำคัญให้นายจ้างทำการหักเงินเดือนของลูกจ้างชื่อนายนั้นนายนี้ โดยให้หักเงินค่าจ้างของลูกจ้างส่งไปให้เจ้าพนักงานบังคับคดี และเมื่อเป็นอย่างนี้แล้ว นายจ้างก็คงจะเกี่ยวซะแล้วละครับ

          เมื่อได้รับแจ้งหนังสือจากเจ้าพนักงานบังคับคดีแล้ว ซึ่งก็คือการแจ้งโดยปริยายว่า นายจ้างนั้นเกี่ยวข้องกับลูกจ้างที่ตกเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาของศาลแล้วนั้นเอง และจากนั้นสิ่งที่นายจ้างต้องทำอย่างแรกก็คือ ทำการตรวจสอบถึงรายได้ของลูกจ้าง ว่าถึงเกณฑ์ที่จะต้องถูกหักเงินหรือไม่อย่างไร ถ้าเงินค่าจ้างไม่ถึงหรือไม่เกิน 1 หมื่นบาท นายจ้างก็ต้องทำหนังสือชี้แจงถึงเหตุผลที่ไม่สามารถปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ แต่ถ้าหากตรวจสอบแล้ว เงินค่าจ้างที่ได้เกินกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ นายจ้างก็ควรที่จะหักเงินของลูกจ้าง จากนั้นก็นำส่งเจ้าพนักงานบังคับคดีตามคำสั่ง ซึ่งรวมไปถึงกรณีที่ตัวลูกจ้าง ได้ลาออกไปจากงานที่ได้ทำไปแล้ว กรณีอย่างนี้ก็เป็นหน้าที่ของนายจ้างด้วยเช่นกัน ที่จะต้องทำการชี้แจงรายละเอียดถึงเหตุที่ไม่สามารถทำตามคำสั่งได้  ซึ่งหากนายจ้างได้ทำครบถ้วนแล้ว เรื่องก็จะจบครับ

          แต่นายจ้างบางคนก็อาจจะไม่สนใจ เพราะไม่ใช่เรื่องของตัวเอง  เมื่อได้รับหนังสือจากเจ้าพนักงานบังคับคดีแล้ว ก็ถือหนังสือเดินไปแจ้งกับลูกจ้างให้ไปจัดการเรื่องกันเอง โดยถือสำคัญไปว่า ตัวนายจ้างไม่ใช่ลูกหนี้ตามคำพิพากษา จึงไม่ต้องทำอะไร จากนั้นก็เพิกเฉยเสีย โดยหารู้ว่ามันมีผลเสียจากการไม่ปฏิบัติตามมาคำสั่งของเจ้าพนักงานกำลังตามมาอยู่

          เมื่อครบกำหนดเวลาที่ได้แจ้งไว้ในหนังสือแล้ว หากนายจ้างไม่มีหนังสือชี้แจงคัดค้าน หรือมีการส่งเงินของลูกจ้างมายังเจ้าพนักงานบังคับคดีตามคำสั่ง เจ้าพนักงานบังคับคดีก็จะส่งหนังสือไปให้นายจ้างอีกครั้งหรือสองครั้ง  หากยังไม่มีคำตอบอีก  เจ้าพนักงานบังคับคดีก็จะไปร้องขอให้ศาลเรียกนายจ้างมาทำการไต่สวนถึงสาเหตุของการไม่ปฏิบัติตามคำสั่งนั้น ซึ่งหากภายหลังไต่สวนแล้ว ปรากฏว่า ลูกจ้างมีเงินรายได้ที่สามารถหักชำระหนี้ได้ ศาลก็จะมีคำสั่งให้นายจ้างนั้น ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดีต่อไป

          แต่ก็มีนายจ้างบางคน ที่ไม่สนใจจริงๆ อาจจะเพราะด้วยงานที่ยุ่ง หรือตัวนายจ้างเป็นกรรมการของบริษัท ที่อยู่ในฐานะที่สูงเกินกว่าที่จะมาสนใจได้ และแม้ว่าศาลจะได้มีหมายเรียกตัวนายจ้างไปทำการไต่สวนแล้วก็ตาม ก็ยังเพิกเฉย และผลของการเฉยนั้นก็คือ การที่นายจ้างไม่ไปคัดค้านว่ามีเหตุที่ทำให้ไม่สามารถปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ เป็นเหตุให้กฎหมายถือว่า ลูกจ้างมีเงินรายได้ที่สามารถอายัดได้ตามกฎหมาย และนายจ้างสามารถหักเงินของลูกจ้างส่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ตามคำสั่ง แต่นายจ้างไม่ได้ปฏิบัติตามคำสั่งนั้นนั่นเอง

          ผลสุดท้ายของเรื่องนี้ก็คือ เจ้าพนักงานบังคับคดีอาจร้องขอให้ศาลทำการบังคับคดีเอากับตัวของนายจ้าง ตามขั้นตอนของกฎหมาย เสมือนว่าตัวนายจ้างนั้นเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาเสียเอง ซึ่งเจ้าพนักงานบังคับคดีก็จะสามารถทำการยึดทรัพย์สินของนายจ้าง หรืออายัดเงินต่างๆ ของนายจ้างเพื่อเอาไปชำระหนี้ให้กับเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาได้ทันที

          เรื่องนี้ แม้ตอนแรกเรื่องจะไม่ได้เกี่ยวข้องกับนายจ้างเลย แต่ไปๆ มาๆ จากคนที่ไม่เกี่ยวข้อง ก็กลับกลายเป็นลูกหนี้ไปเสียเอง เหตุก็เพราะ การไม่สนใจทำตามหน้าที่ของตัวเอง  เมื่อรู้อย่างนี้แล้ว นายจ้างทั้งหลายก็ควรที่จะใส่ใจนิดหนึ่งนะครับ เพราะไม่งั้นตอนท้าย อาจจะกลายเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษา โดยที่ไม่ได้เตรียมตัวเตรียมใจก่อนนะครับ