การสืบหาทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษา เพื่อทำการบังคับคดี

          การจะทำการบังคับคดีกับลูกหนี้ตามคำพิพากษาได้นั้น  เบื้องต้นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจะต้องรู้เสียก่อนว่า จะทำการบังคับคดีเอากับอะไรของลูกหนี้  ถ้ารู้แล้วก็ไม่ใช่ปัญหา เพราะว่าเจ้าหนี้จะสามารถดำเนินการบังคับคดีต่อไปได้เลยทันที โดยการไปติดต่อเจ้าพนักงานบังคับคดี เพื่อยื่นคำร้องขอตั้งเรื่องเพื่อทำการบังคับคดี  การบังคับคดีที่ว่าอาจจะเป็นการยึดเอาทรัพย์สินต่างๆ ของลูกหนี้เอง หรือจะไปทำการขออายัดเงินรายได้ อย่างนี้ก็ทำได้ครับ 

          ตรงกันข้าม หากเจ้าหนี้ไม่รู้ว่าจะบังคับคดีเอากับอะไรของลูกหนี้  ไม่รู้ว่าลูกหนี้มีทรัพย์สิน หรือมีเงินรายได้อะไรบ้าง  อย่างนี้มันก็เป็นปัญหาต่อตัวเจ้าหนี้เอง ดังนั้นก็เป็นหน้าที่ฝ่ายของเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาเองที่จะต้องรู้ให้ได้ เพราะว่าถ้าไม่รู้แล้วละก็  การบังคับคดีจะเกิดขึ้นไม่ได้นั่นเอง ตรงนี้จึงเป็นภาระหน้าที่ของเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาที่จะต้องไปทำการสืบหาทรัพย์สินต่างๆ ของลูกหนี้ตามคำพิพากษามาให้ได้เสียก่อนครับ

          การสืบหาทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษานี้ เจ้าหนี้สามารถสืบหาได้ด้วยตนเอง โดยการไปสอบถามจากเพื่อนบ้านที่ทราบ หรือไปขอตรวสอบจากหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง เช่น ไปที่สำนักงานที่ดิน เพื่อขอตรวจสอบการการเป็นเจ้าของที่ดิน  ไปที่ขนส่งเพื่อตรวจสอบการเป็นเจ้าของรถยนต์หรือรถมอเตอร์ไซ เป็นต้น หรือหากเจ้าหนี้ไม่สะดวกที่จะทำด้วยตัวเอง เจ้าหนี้ก็สามารถไปว่าจ้างนักสืบ หรือบุคคลที่รับจ้างทำเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้ ให้มาสืบหาทรัพย์สินของลูกหนี้แทนก็ได้เช่นกันครับ
   
          การบังคับคดีจะทำได้หรือประสบความสำเร็จหรือไม่นั้น  หลักๆ ขึ้นอยู่กับว่า  ตัวลูกหนี้ตามคำพิพากษานั้นมีทรัพย์สินอยู่หรือไม่ หากมีอยู่เจ้าหนี้ก็พออุ่นใจได้บ้างว่า น่าจะได้รับชำระหนี้บ้าง  แต่หากลูกหนี้ตามคำพิพากษาไม่มีทรัพย์สินอะไรเหลืออยู่เลย อย่างนี้มันก็เป็นปัญหากับเจ้าหนี้  เพราะเจ้าหนี้ก็บังคับเอาอะไรกับลูกหนี้ไม่ได้ นอกจากจะรอให้ลูกหนี้สร้างฐานะให้ได้ภายใน 10 ปี หากมีเมื่อไหร่เจ้าหนี้ก็สามารถยึดมาขายทอดตลาดได้เมื่อนั้น   แต่ตราบใดเมื่อยังไม่มี ลูกหนี้ก็จะบอกว่า “ไม่มี ไม่หนี ไม่จ่าย” นั่นแหละครับ