ผู้ทำความผิดจะต้องรับโทษ เมื่อได้ทำความผิดโดยเจตนา
กลับหน้าแรก
กลับหน้าหลักบทความ
          กฎหมายอาญา เป็นกฎหมายที่มีผลกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของประชาชนเป็นอย่างมาก โดยผลกระทบของกฎหมายอาญานี้ จะเกี่ยวกับสิทธิเสรีภาพ หรือทรัพย์สินของผู้ที่ได้ทำความผิด ดังนั้นในการนำกฎหมายอาญาต่างๆมาใช้กับผู้ที่ถูกกล่าวหาว่าทำความผิด ก็จะต้องนำมาใช้อย่างระมัดระวัง จะต้องมีการพิสูจน์กันด้วยพยานหลักฐานจนแน่ใจได้ว่า ผู้นั้นได้ทำความผิดจริงๆแล้ว ถึงจะตัดสินลงโทษผู้ทำความผิด

         แม้ว่าจะได้ทำความผิดลงไปก็จริง แต่ก็ใช่ว่าผู้ที่ทำความผิดจะต้องได้รับโทษทุกครั้งเสมอไป เหตุก็เพราะว่า ความผิดที่เกิดแต่ละครั้งนั้นนั้น อาจมีเหตุปัจจัยที่แตกต่างกันออกไปในแต่ละความผิดแต่ละครั้ง เช่น อาจจะทำความผิดขึ้นจากเหตุที่ไม่ตั้งใจ เกิดขึ้นเพื่อป้องกันตัวเองเป็นต้น ซึ่งในส่วนของกฎหมายอาญานั้น องค์ประกอบที่สำคัญที่จะตัดสินว่า ผู้ทำความผิดคนใดสมควรจะได้รับโทษจากความผิดที่ได้ทำขึ้นมานั้นหรือไม่ กฎหมายจะดูในเรื่องของ
“เจตนา” ในการทำความผิดนั้น

          ผู้ทำความผิดจะต้องได้รับโทษตามกฎหมาย ก็ต่อเมื่อผู้นั้นได้ทำความผิด โดย “เจตนา” ซึ่งกฎหมายได้บอกเอาไว้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 59 ที่ว่า
“บุคคลจะต้องรับผิดในทางอาญาก็ต่อเมื่อได้กระทำโดยเจตนา”

          การทำความผิด “โดยเจตนา” หมายถึง การที่ได้ทำผิดโดยรู้สำนึกในสิ่งที่ได้ทำลงไป และในการทำนั้นผู้ทำความผิดก็หวังผลที่ได้จากการทำนั้น หรือรู้ว่าถ้าทำไปแล้วจะเกิดอะไรขึ้น ตามที่กฎหมายบอกไว้ว่า
“กระทำโดยเจตนา ได้แก่กระทำโดยรู้สำนึกในการที่กระทำและในขณะเดียวกันผู้กระทำประสงค์ต่อผล หรือย่อมเล็งเห็นผลของการกระทำนั้น”

ตัวอย่างคดีที่เกิดขึ้น

          "จำเลยทั้งสี่เอาทรัพย์ของผู้เสียหายไปโดยมีเจตนาเพื่อจะตรวจดูว่าทรัพย์ที่เอาไปนั้นเป็นของจำเลยทั้งสี่ที่ถูกคนร้ายลักไปหรือไม่เท่านั้น มิใช่เป็นการเอาไปเพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่น จึงไม่เป็นการกระทำ “โดยทุจริต” ตามบทนิยามความหมายของคำว่า “โดยทุจริต” ใน ป.อ. มาตรา 1 (1) การกระทำของจำเลยทั้งสี่จึงไม่ครบองค์ประกอบความผิดฐานลักทรัพย์ เพราะขาดเจตนาพิเศษ เรื่องการกระทำโดยทุจริตดังกล่าว"
(ในเรื่องนี้ จำเลยทั้งสี่คน ไม่มีเจตนาที่ลักทรัพย์ เพียงแต่มีเจตนาเพื่อเอาไปตรวจสอบดูเท่านั้น)

          ในกฎหมายอาญาบางเรื่อง ได้มีการกำหนดหลักเกณฑ์ในเรื่องเจตนาในการทำผิดออกไว้เป็นกรณีพิเศษ กล่าวคือ ตามหลักเกณฑ์ที่ใช้โดยทั่วไป ผู้ทำความผิดจะต้องมีเจตนาที่จะทำผิดนั้นด้วย ถึงจะมีความผิดและได้รับโทษตามกฎหมาย แต่ว่ากฎหมายก็ได้ยกเว้นในกรณีของการกระทำโดยประมาท ที่ถึงแม้คนที่ทำผิดจะไม่ได้มีเจตนาที่จะทำความผิดขึ้นมาเลย แต่ว่าเพราะขาดความระมัดระวังจึงทำให้เกิดเหตุอันเป็นความผิดขึ้นมา ซึ่งบุคคลที่กระทำความผิดโดยประมาทเช่นว่ามานี้ ก็จะต้องรับโทษตามกฎหมายที่กำหนดเอาไว้ด้วยเช่นกัน   

*************************************************************************
ประมวลกฎหมายอาญา
          มาตรา 59  บุคคลจะต้องรับผิดในทางอาญาก็ต่อเมื่อได้กระทำโดยเจตนา เว้นแต่จะได้กระทำโดยประมาท ในกรณีที่กฎหมายบัญญัติให้ต้องรับผิดเมื่อได้กระทำโดยประมาท หรือเว้นแต่ในกรณีที่กฎหมายบัญญัติไว้โดยแจ้งชัดให้ต้องรับผิดแม้ได้กระทำโดยไม่มีเจตนา

         กระทำโดยเจตนา ได้แก่กระทำโดยรู้สำนึกในการที่กระทำและในขณะเดียวกันผู้กระทำประสงค์ต่อผล หรือย่อมเล็งเห็นผลของการกระทำนั้น
         ถ้าผู้กระทำมิได้รู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิด จะถือว่าผู้กระทำประสงค์ต่อผล หรือย่อมเล็งเห็นผลของการกระทำนั้นมิได้

         กระทำโดยประมาท ได้แก่กระทำความผิดมิใช่โดยเจตนา แต่กระทำโดยปราศจากความระมัดระวังซึ่งบุคคลในภาวะเช่นนั้นจักต้องมีตามวิสัยและพฤติการณ์ และผู้กระทำอาจใช้ความระมัดระวังเช่นว่านั้นได้ แต่หาได้ใช้ให้เพียงพอไม่
         การกระทำ ให้หมายความรวมถึงการให้เกิดผลอันหนึ่งอันใดขึ้นโดยงดเว้นการที่จักต้องกระทำเพื่อป้องกันผลนั้นด้วย