ผู้ที่จะต้องได้รับโทษตามกฎหมายอาญา
          กฎหมายอาญา เป็นกฎหมายที่มีผลกระทบต่อสิทธิเสรีภาพของตัวบุคคล กล่าวคือ กฎหมายอาญาเป็นกฎหมายที่กำหนดข้อห้ามต่างๆ เอาไว้ โดยไม่ให้ใครหรือบุคคลใดทำในสิ่งที่กฎหมายห้าม หากมีใครฝ่าฝืนข้อห้ามนั้น ก็ถือว่าผู้ที่ฝ่าฝืนได้ทำความผิด และผลจากการทำความผิดนั้น ก็จะต้องได้รับโทษตามที่กฎหมายได้กำหนดเอาไว้

         โทษ ที่ผู้ที่ฝ่าฝืนกฎหมายในส่วนของกฎหมายอาญานั้น จะมีโทษตั้งแต่ระดับที่หนักสุด คือประหารชีวิต รองลงมาก็จำคุก, กักขัง, ปรับ และริบทรัพย์สิน ซึ่งโทษตามกฎหมายอาญานี้ จะมีผลกระทบไปยังตัวบุคคลที่ได้ทำความผิดโดยตรง ทำให้ผู้ทำความผิดอาจจะต้องเสียอิสรภาพ เสียทรัพย์สิน ดังนั้นในการนำเอากฎหมายอาญามาใช้ ก็จะต้องนำมาใช้อย่างเคร่งครัดตามตัวบทของกฎหมายที่ได้กำหนดเอาไว้

          ผู้ที่ทำความผิดและจะต้องได้รับโทษตามกฎหมายอาญานั้น ผู้ที่จะต้องได้รับโทษจะต้องได้ทำหรือฝ่าฝืนในเรื่องที่กฎหมายกำหนดเอาไว้ และโทษที่ผู้จะทำผิดจะได้รับนั้นก็เช่นกัน ก็จะต้องเป็นโทษที่กฎหมายระบุเอาไว้ในกฎหมายนั้นๆ เช่นกัน ดังนั้นผู้ตัดสินคดีจะลงโทษผู้ทำผิด โดยอาศัยอารมณ์ หรือตามความตามใจของตนเอง กรณีนี้ย่อมจะทำไม่ได้เด็ดขาด ซึ่งหลักเกณฑ์ที่ยกมานี้ เป็นไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 วรรคแรก ที่ว่า
“บุคคลจักต้องรับโทษในทางอาญาต่อเมื่อได้กระทำการอันกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำนั้นบัญญัติเป็นความผิดและกำหนดโทษไว้ และโทษที่จะลงแก่ผู้กระทำความผิดนั้น ต้องเป็นโทษที่บัญญัติไว้ในกฎหมาย”

          กรณีหากผู้ทำความผิดได้ทำความผิดในขณะที่มีกฎหมายห้ามเอาไว้ ซึ่งตามปกติผู้ทำความผิดจะต้องได้รับโทษที่กฎหมายได้กำหนดเอาไว้ แต่ถ้าต่อมาปรากฏว่าได้มีการแก้ไข, เปลี่ยนแปลงกฎหมายใหม่ ทำให้ข้อห้ามที่กฎหมายกำหนดห้ามไว้แต่เดิม เปลี่ยนแปลงไป กลับกลายเป็นไม่เป็นความผิดตามกฎหมายอีกต่อไปในภายหลัง ผลจากการแก้ไขนี้ก็จะทำให้ผู้ที่ทำความผิดแต่เดิมนั้น พ้นจากการเป็นผู้ทำความผิดในทันที และให้ถือว่าบุคคลนั้นไม่เคยทำความผิดมาก่อน ซึ่งกรณีนี้เป็นไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 วรรคสอง ที่ว่า “ถ้าตามบทบัญญัติของกฎหมายที่บัญญัติในภายหลัง การกระทำเช่นนั้นไม่เป็นความผิดต่อไป ให้ผู้ที่ได้กระทำการนั้นพ้นจากการเป็นผู้กระทำความผิด และถ้าได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษแล้ว ก็ให้ถือว่าผู้นั้นไม่เคยต้องคำพิพากษาว่าได้กระทำความผิดนั้น ถ้ารับโทษอยู่ก็ให้การลงโทษนั้นสิ้นสุดลง”

ตัวอย่างคดีที่เกิดขึ้น

         "นายขาว ฟ้องขอให้ลงโทษนายดำ ในฐานะบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ซึ่งลงข้อความหมิ่นประมาทนายขาว ด้วยการโฆษณาตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326, 328 และพระราชบัญญัติการพิมพ์ฯ มาตรา 48 แต่ในขณะที่คดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาได้มีการแก้ไขพระราชบัญญัติการพิมพ์ฯ มาตรา 3 ให้ยกเลิก พ.ร.บ.การพิมพ์ฯ ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 19 ธันวาคม 2550 เป็นต้นไป และ พ.ร.บ.จดแจ้งการพิมพ์ฯ นี้ไม่ได้บัญญัติให้บรรณาธิการหนังสือพิมพ์เป็นผู้รับผิดชอบในข้อความที่ลงพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ที่ตนเป็นบรรณาธิการ ดังนั้น การกระทำของนายดำ จึงไม่เป็นความผิดอีกต่อไป นายดำย่อมพ้นจากการเป็นผู้กระทำความผิดตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 วรรคสอง"

****************************************************************************
ประมวลกฎหมายอาญา
          มาตรา 2  บุคคลจักต้องรับโทษในทางอาญาต่อเมื่อได้กระทำการอันกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำนั้นบัญญัติเป็นความผิดและกำหนดโทษไว้ และโทษที่จะลงแก่ผู้กระทำความผิดนั้น ต้องเป็นโทษที่บัญญัติไว้ในกฎหมาย

          ถ้าตามบทบัญญัติของกฎหมายที่บัญญัติในภายหลัง การกระทำเช่นนั้นไม่เป็นความผิดต่อไป ให้ผู้ที่ได้กระทำการนั้นพ้นจากการเป็นผู้กระทำความผิด และถ้าได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษแล้ว ก็ให้ถือว่าผู้นั้นไม่เคยต้องคำพิพากษาว่าได้กระทำความผิดนั้น ถ้ารับโทษอยู่ก็ให้การลงโทษนั้นสิ้นสุดลง
กลับหน้าแรก
กลับหน้าหลักบทความ